คุณธรรมนำความรู้ สู่ความเป็นเิลิศ

ภาวะผู้นำ

ภาวะผู้นำเป็นการใช้อิทธิพลของบุคคลหรือของตำแหน่งให้ผู้อื่นยอมปฏิบัติตาม เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายของกลุ่มตามที่กำหนดไว้ หรืออาจสรุปได้ว่า ภาวะผู้นำคือ รูปแบบของอิทธิพลระหว่างบุคคล

วิวัฒนาการของการศึกษาภาวะผู้นำ

1.การศึกษาคุณลักษณะผู้นำเป็นการศึกษาคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้นำ เปรียบเทียบคุณลักษณะของผู้นำกับผู้ตาม หรือเปรียบเทียบคุณลักษณะของผู้นำที่ประสบความสำเร็จกับผู้นำที่ไม่ประสบความสำเร็จ คุณลักษณะของผู้นำที่ดีประกอบด้วย ลักษณะทางกาย ภูมิหลังทางสังคม สติปัญญา บุคลิกภาพ ลักษณะที่เกี่ยวข้องกับงาน และลักษณะทางสังคม

2. การศึกษาพฤติกรรมผู้นำ เป็นการศึกษาว่าผู้นำทำอย่างไร แบบที่ 1.อาจศึกษาหน้าที่ของผู้นำเกี่ยวข้องกับภารกิจหรือแก้ปัญหา และเกี่ยวข้องกับการบำรุงรักษากลุ่ม แบบที่ 2.เป็นการศึกษาแบบของผู้นำหรือแบบของภาวะผู้นำซึ่งมุ่งเน้นศึกษาแบบของผู้นำที่ใช้จัดการลูกน้องโดยมากจะศึกษา 2 แบบคือ แบบมุ่งงาน กับแบบมุ่งคน การศึกษาพฤติกรรมผู้นำที่สำคัญเช่น การพัฒนาแบบวัด LBDQ ทฤษฎีสามมิติของ เรดดิน เป็นต้น

3. การศึกษาภาวะผู้นำตามสถานการณ์ เป็นการศึกษาแบบภาวะผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ ทั้งนี้เพราะประสิทธิผลของการเป็นผู้นำขึ้นอยู่กับความสอดคล้องระหว่างแบบผู้นำกับสถานการณ์ ได้แก่

3.1 ทฤษฎีของฟีดเดอร์ เห็นว่าผู้นำไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนได้  ซึ่งเน้นรูปแบบภาวะผู้นำ 2 ประเภท คือ

1. Relationship-oriented leader ผู้นำมุ่งสัมพันธ์

2. Task-oriented leader ผู้นำมุ่งงาน

พิจารณามิติของสถานการณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดประสิทธิผลของภาวะการนำ ใน3 มิติ คือ

1. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับผู้ตาม

2. โครงสร้างของงาน

3. อำนาจของตำแหน่ง (Position power)

3.2 ทฤษฎีของเฮอร์เซย์-แบลนชาร์ด ทบ.นี้กล่าวว่า ผู้นำจะบรรลุความสำเร็จได้โดยการเลือกรูปแบบผู้นำที่ถูกต้องตามความผันแปรของสถานการณ์หรือระดับความพร้อมของผู้ตาม

รูปแบบภาวะผู้นำมี 4 ประเภท คือ

1. ภาวะผู้นำแบบสั่งการ Telling Leadership

2. ภาวะผู้นำแบบปรึกษา Selling Leadership

3. ภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วม Participating Leadership

4. ภาวะผู้นำแบบตัวแทน Delegating Leadership

ความพร้อมของผู้ตาม พิจารณาจากระดับความสามารถ (Ability) และความตั้งใจ (Willingness)

3.3 ทฤษฎีวิถึทาง-เป้าหมายของเฮาส์ House (1971) ทบ.นี้โดยRobert House พัฒนามาจากงานวิจัยภาวะผู้นำของOSUเกี่ยวกับพฤติกรรมการชี้นำ (Initiating) และพฤติกรรมการคำนึงถึงผู้อื่น (Consideration) เชื่อว่าผู้นำที่มีประสิทธิภาพจะหาเส้นทางเพื่อช่วยผู้ตามให้ทราบว่าเส้นทางหรือวิธีการใดที่ทำให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายของงาน ผู้ตามจะปฏิบัติงานได้ง่ายขึ้นโดยลดอุปสรรคและความผิดพลาดทั้งหลายลง เป็นทฤษฎีที่ได้รับการนิยมมากเกี่ยวกับภาวะผู้นำ ได้จำแนกพฤติกรรมของผู้นำ 4 ประเภท คือ

  1. ผู้นำแบบสั่งการ Directive Leader
  2. ผู้นำแบบสนับสนุน Supportive Leader
  3. ผู้นำแบบมีส่วนร่วม  Participative Leader
  4. ผู้นำแบบเน้นความสำเร็จ Achievement-oriented Leader

House  จำแนกตัวแปรด้านสถานการณ์ออกเป็น 2 มิติ คือ

  1. Work Environment è โครงสร้างงาน ระบบอำนาจหน้าที่ที่เป็นทางการงาน และกลุ่มงาน
  2. Characteristics ของผู้ตาม è locus of control, perceived ability,

4. การศึกษาผู้นำแบบแลกเปลี่ยนและแบบเปลี่ยนสภาพ เป็นการศึกษาองค์ประกอบของภาวะผู้นำที่ทำให้สมาชิกมีแรงจูงใจที่จะทำงานมากขึ้นเพื่อให้สามารถที่จะปฏิบัติงานได้มากกว่าที่คาดหวังไว้MLQ เป็นแบบวัดภาวะผู้นำแบบแลกเปลี่ยนและเปลี่ยนสภาพที่พัฒนาขึ้นโดย(Bass)                                       

ตัวแบบภาวะผู้นำแบบเต็มขอบเขต
(Full Range Leadership Model-FRML)

เจมส์ เบอร์น (James Burns 1978) ได้เสนอผู้นำทางการเมืองใน 2 ลักษณะคือ

  1. แบบแลกเปลี่ยน (Transactional Political L.)
  2. แบบเปลี่ยนแปลง (Transformational Political L.)

ผู้นำแบบแลกเปลี่ยน (Transactional Leadership) มีจุดประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างทีมีคุณค่าต่อกัน เป็นการพึ่งพาซึ่งกันและกันเพื่อแลกผลประโยชน์ตอบแทน ผู้นำแบบแลกเปลี่ยนนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานสัญญาว่า จะให้รางวัลหรือสิ่งตอบแทนถ้าหากผู้ตามยินยอมทำตามข้อเสนอของผู้นำ ดังนั้น ผู้นำแบบแลกเปลี่ยนจะใช้วิธีการเจรจาต่อรอง (bargaining) มากที่สุด

ลักษณะของผู้นำแบบแลกเปลี่ยนเป็น ดังนี้ (Bass and Avolio. 1990:10)

1. รู้ว่าผู้ตามต้องการอะไรจากการทำงาน และพยายามให้ผู้ตามได้รับสิ่งที่ต้องการ ตราบเท่าที่เขายังทำงานได้ผล

2. แลกเปลี่ยนรางวัลและสัญญาว่าจะให้รางวัลถ้ามีความพยายามในการทำงาน

3.ตอบสนองต่อความต้องการและความปรารถนาของผู้ตามตราบเท่าที่ผู้ตามยังคงทำงานได้สำเร็จ

จากการวิจัยของแบสโดยวิธีวิเคราะห์องค์ประกอบพบว่า องค์ประกอบที่สำคัญของภาวะผู้นำแบบแลกเปลี่ยนมี 2 องค์ประกอบ คือการให้รางวัลตามสถานการณ์และการบริหารแบบวางเฉย

ภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนแปลง (Transformational Leadership) เบอร์น ได้อธิบายว่า เป็นกระบวนการทั้งผู้นำและผู้ตาม ต่างฝ่ายต่างกระตุ้นยกระดับของคุณธรรมและแรงจูงใจซึ่งกันและกัน

ภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนสภาพเกิดขึ้นเมื่อผู้นำขยายขอบเขต และยกระดับความสนใจของผู้ตาม ผู้นำจะทำให้ผู้ตามตระหนักถึงความสำคัญ และยอดรับในจุดประสงค์และภารกิจของกลุ่ม ผู้นำจะชี้นำให้ผู้ตามมองเห็นประโยชน์ส่วนตนโดยมองที่ประโยชน์ขององการหรือของกลุ่ม (Bass,1990:21)

แบส (Bass1985) ใช้แนวคิดของ Burn, House , Webber พัฒนากระบวนทัศน์ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและภาวะผู้นำการแลกเปลี่ยน เดิมองค์ประกอบผู้นำการเปลี่ยนสภาพมี 3 องค์ประกอบ ต่อมามีการวิเคราะห์องค์ประกอบพบว่าภาวะผู้นำเปลี่ยนสภาพมี 4 องค์ประกอบคือ ความเสน่หา การดลใจ การกระตุ้นการใช้ปัญญา และการมุ่งความสัมพันธ์รายบุคคล Bass & Avolio (1994) ได้พัฒนาทบ.ภาวะผู้นำแบบFRML

ทฤษฎีที่สำคัญเกี่ยวกับภาวะผู้นำ

1. ทฤษฎี X และทฤษฎี Y ของแมคเกรเกอร์ โดยเชื่อว่า X นั้นเชื่อว่าคนขี้เกียจ จึงต้องบังคับและควบคุม ส่วนทฤษฎี Y นั้นเชื่อว่าคนนั้นขยันมีความรับผิดชอบสามารถควบคุมตนเองได้

2. ตาข่ายเบลคกับมูตัน มีแบบภาวะผู้นำอยู่ 81 แบบ แต่มีแบบผู้นำที่สำคัญอยู่ 5 แบบคือ (1,1) หรือแบบไม่เอาไหน แบบ (1,9) หรือแบบชุมนุมสังสรรค์ แบบ (9,1) หรือแบบมุ่งแต่งาน โดยที่ผู้นำแบบ (9, 9) เป็นผู้นำมีประสิทธิผลมากที่สุด

3. ทฤษฎี 3 มิติของเรดดิน แบ่งออกเป็น 3 มิติ คือมิติมุ่งงาน มิติมุ่งสัมพันธ์ และมิติมุ่งประสิทธิผล มีแบบภาวะผู้นำน้อย 4 แบบคือ แบบผู้ยอมความ ผู้เอาใจ ผู้ทนทำและผู้คุมงาน และแบบภาวะผู้นำที่มีประสิทธิผลมาก 4 แบบคือ ผู้นำทีม ผู้สอนแนะ ผู้คุมกฎ และผู้บุกงาน

ผู้เอาใจ      มิตรสัมพันธ์      ผู้สอนแนะ

ผู้ทำทน      แยกตัว           ผู้คุมกฎ

ผู้คุมงาน     เสียสละ          ผู้บุกงาน

ผู้ยอมความ  ผสมผสาน        ผู้นำทีม

4. ตัวแบบสถานการณ์ของฟีดเลอร์ เน้นความสอดคล้องของแบบภาวะผู้นำกับสถานการณ์ ทฤษฎีนี้มี 3 องค์ประกอบคือ ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกโครงสร้างของงาน และอำนาจในตำแหน่ง ในสถานการณ์ที่ต้องควบคุมมากหรือน้อย ผู้นำแบบมุ่งงานจะมีประสิทธิภาพสูงกว่าผู้นำแบบมุ่งสัมพันธ์ แต่ในสถานการณ์ที่ต้องควบคุมในระดับปานกลาง ผู้นำแบบมุ่งสัมพันธ์จะมีประสิทธิภาพสูงกว่าผู้นำแบบมุ่งงาน และแบ่งสถานการณ์ออกเป็น 8 แบบ

5. ทฤษฎีวิถีทาง-เป้าหมายของเฮาส์ ทฤษฎีนี้แบ่งผู้นำเป็น 4 แบบคือ แบบสั่งการมุ่งความสำเร็จของงาน แบบสนับสนุนและแบบให้มีส่วนร่วม ตัวแปรด้านสถานการณ์ประกอบด้วย 2 ตัวแปร คือคุณลักษณะส่วนบุคคลของผู้ใต้บังคับบัญชาและสิ่งแวดล้อมของงาน พฤติกรรมของผู้นำจะมีประสิทธิผลเมื่อพฤติกรรมนั้นช่วยให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีความพอใจและช่วยในการปฏิบัติงาน

6. ทฤษฎีภาวะผู้นำตามสถานการณ์ของเฮอร์เซย์กับแบลนชาร์ด หรือทฤษฎีวงจรชีวิต เชื่อว่าควรจะใช้แบบภาวะผู้นำแต่ละแบบสำหรับผู้ใต้บังคับบัญชาที่แตกต่างกัน ทฤษฎีนี้แบ่งพฤติกรรมผู้นำเป็น 4 แบบคือ แบบสั่งการ การแนะ การให้มีส่วนร่วม และสถานการณ์นั้นพิจารณาจากวุฒิภาวะของผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชามีวุฒิภาวะต่างกัน ผู้นำต้องใช้แบบภาวะผู้นำที่ต่างกันด้วย

(ศึกษาศาสตร์ มสธ: ประมวลสาระทฤษฎีและแนวปฏิบัติในการบริหารการศึกษา 2553 หน่วยที่ 4

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Tag Cloud

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: